Outsource ช่วยลดต้นทุนจริงไหม? ทำความเข้าใจต้นทุนแฝง เปรียบเทียบ Outsource กับพนักงานประจำ พร้อมวิธีประเมิน Total Cost ก่อนตัดสินใจ

เมื่อพูดถึง Outsource หนึ่งในเหตุผลที่หลายองค์กรสนใจคือเรื่อง “การลดต้นทุน” เพราะการใช้บริการบุคลากรจากภายนอกอาจช่วยให้องค์กรบริหารกำลังคนได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

แต่คำถามสำคัญคือ

Outsource ช่วยลดต้นทุนได้จริงไหม?

คำตอบคือ มีโอกาสช่วยลดต้นทุนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า Outsource จะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการจ้างพนักงานประจำในทุกกรณี

การเปรียบเทียบที่ถูกต้องจึงไม่ควรดูเพียง “เงินเดือน” หรือ “ค่าบริการ Outsource” เท่านั้น แต่ควรมองไปถึงต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่การสรรหา การบริหารบุคลากร การพัฒนาทักษะ ไปจนถึงความยืดหยุ่นในการปรับทีม

บทความนี้จะพาไปดูว่า Outsource ช่วยลดต้นทุนในด้านใดบ้าง และองค์กรควรคำนวณอย่างไรเพื่อให้รู้ว่ารูปแบบไหนเหมาะกับธุรกิจมากที่สุด

Outsource คืออะไร?

Outsource คือ การใช้บริการบุคลากรหรือทีมงานจากบริษัทภายนอก เพื่อเข้ามาช่วยสนับสนุนงานขององค์กรตามขอบเขตและระยะเวลาที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น บริษัทมี Project พัฒนาระบบใหม่และต้องการ Developer เพิ่ม 3 คนเป็นระยะเวลา 6 เดือน แทนที่จะรับพนักงานประจำเพิ่มทั้งหมด องค์กรสามารถใช้บริการ Outsource เพื่อเสริมบุคลากรเข้ามาทำงานร่วมกับทีมภายในได้

Outsource จึงเหมาะกับสถานการณ์ที่องค์กรต้องการเพิ่มกำลังคน ต้องการทักษะเฉพาะทาง หรือมีความต้องการบุคลากรที่เปลี่ยนแปลงตาม Project

Outsource ลดต้นทุนได้อย่างไร?

การลดต้นทุนจาก Outsource ไม่ได้เกิดจากการที่ “ค่าบริการถูกกว่าเงินเดือน” เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นจากการลดต้นทุนแฝงหลายด้าน

1. ลดต้นทุนในการสรรหาบุคลากร

การรับพนักงานใหม่หนึ่งคนไม่ได้มีเพียงค่าใช้จ่ายเงินเดือน แต่ยังมีต้นทุนในกระบวนการ Recruitment เช่น

  • ค่าใช้จ่ายในการประกาศรับสมัคร
  • เวลาของ HR
  • เวลาของผู้จัดการหรือหัวหน้าทีมในการสัมภาษณ์
  • การคัดเลือกและตรวจสอบผู้สมัคร
  • ค่าใช้จ่ายในการ Onboarding

โดยเฉพาะตำแหน่งด้าน IT ที่มีการแข่งขันสูง การสรรหาบุคลากรที่มี Skill ตรงตามความต้องการอาจใช้เวลานาน

การใช้ Outsource ช่วยให้องค์กรมีผู้ให้บริการเข้ามาช่วยจัดหาบุคลากรตาม Requirement ซึ่งสามารถลดภาระและต้นทุนในกระบวนการ Recruitment ได้บางส่วน

2. ลดต้นทุนจากตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องมีระยะยาว

ลองนึกภาพว่าองค์กรมี Project ใหม่ที่ใช้เวลา 8 เดือน และต้องการ Developer เพิ่ม 5 คน

หากจ้างพนักงานประจำทั้งหมด เมื่อ Project สิ้นสุดลง องค์กรอาจยังมีบุคลากรจำนวนเดิม แม้ปริมาณงานจะลดลงแล้ว

ในกรณีที่ความต้องการบุคลากรเกิดขึ้นเฉพาะช่วงเวลา การใช้ Outsource สามารถช่วยให้องค์กรปรับขนาดทีมให้สอดคล้องกับระยะเวลาของ Project ได้

จุดนี้ทำให้ Outsource มีความน่าสนใจสำหรับองค์กรที่มีปริมาณงานขึ้นลงตาม Project

3. ลดต้นทุนในการพัฒนาทักษะเฉพาะทาง

เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางองค์กรอาจต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเฉพาะทางเพียงช่วงเวลาหนึ่ง

เช่น

  • Cloud
  • Cybersecurity
  • Data Engineering
  • Software Development
  • DevOps
  • System Integration

หากองค์กรรับพนักงานประจำเพื่อรองรับ Skill เหล่านี้ทั้งหมด อาจเกิดต้นทุนด้านการพัฒนาทักษะและการฝึกอบรมในระยะยาว

Outsource จึงสามารถเป็นอีกทางเลือกในการเข้าถึงบุคลากรที่มี Skill ตาม Requirement โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความเชี่ยวชาญทุกด้านภายในองค์กร

4. ลดภาระในการบริหารบุคลากร

พนักงานประจำมีค่าใช้จ่ายและกระบวนการบริหารหลายด้าน ตั้งแต่การจัดทำ Payroll, สวัสดิการ, การลา, การประเมินผล ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร

เมื่อใช้ Outsource บริษัทผู้ให้บริการจะเข้ามาดูแลกระบวนการด้านบุคลากรตามขอบเขตของบริการ

ทำให้องค์กรสามารถลดภาระงานบางส่วนของ HR และทีมบริหารได้ และนำทรัพยากรไปโฟกัสกับงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมากขึ้น

5. ช่วยลดต้นทุนจากการขาดแคลนบุคลากร

การมีบุคลากรไม่เพียงพออาจส่งผลต่อ Project โดยตรง เช่น งานล่าช้า ส่งมอบไม่ทัน หรือทีมภายในต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อให้ทันกำหนด

Outsource สามารถช่วยเพิ่มกำลังคนในช่วงที่องค์กรมี Workload สูง

ตัวอย่างเช่น หากทีม Developer เดิมมี 5 คน แต่ Project ใหม่ทำให้ต้องการเพิ่มกำลังคนอีก 3 คน การนำ Outsource เข้ามาเสริมทีมอาจช่วยให้งานเดินหน้าได้ตามแผน โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานประจำในระยะยาว

แล้ว Outsource ถูกกว่าพนักงานประจำจริงไหม?

คำตอบคือ ไม่เสมอไป

นี่เป็นเรื่องที่องค์กรควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจ

หากนำเงินเดือนพนักงานประจำมาเปรียบเทียบกับค่าบริการ Outsource โดยตรง อาจทำให้เข้าใจว่า Outsource มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า

แต่ต้นทุนของพนักงานประจำไม่ได้มีเพียงเงินเดือน

ตัวอย่างต้นทุนที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่

ต้นทุนพนักงานประจำ

  • เงินเดือน
  • โบนัส
  • สวัสดิการ
  • ประกันสังคม
  • ค่า Recruitment
  • ค่า Onboarding
  • ค่าอบรม
  • อุปกรณ์ในการทำงาน
  • ค่าใช้จ่ายด้าน HR
  • ค่าใช้จ่ายในช่วงตำแหน่งว่าง

ต้นทุน Outsource

  • ค่าบริการบุคลากร
  • ค่าใช้บริการตามขอบเขตสัญญา
  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่ตกลง

ดังนั้น การตัดสินใจควรเปรียบเทียบ Total Cost ของแต่ละทางเลือก ไม่ใช่เปรียบเทียบเพียงเงินเดือนกับค่าบริการ

ตัวอย่างการเปรียบเทียบต้นทุน

สมมติองค์กรต้องการ Developer เพิ่ม 3 คนสำหรับ Project ระยะเวลา 6 เดือน

ทางเลือกที่ 1: จ้างพนักงานประจำ

องค์กรต้องรับผิดชอบทั้งเงินเดือน สวัสดิการ การสรรหา การ Onboarding และต้นทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อ Project จบ องค์กรยังมีพนักงาน 3 คนอยู่ในระบบ แม้ความต้องการกำลังคนอาจลดลง

ทางเลือกที่ 2: ใช้ Outsource

องค์กรสามารถกำหนดจำนวน Developer และระยะเวลาการใช้งานให้สอดคล้องกับ Project

เมื่อ Project จบลงและไม่จำเป็นต้องใช้กำลังคนเพิ่มเติม ก็สามารถปรับขนาดทีมตามเงื่อนไขการให้บริการ

ดังนั้น ในกรณีที่ต้องการบุคลากรเฉพาะช่วงเวลา Outsource อาจช่วยให้องค์กรบริหารต้นทุนและกำลังคนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Outsource เหมาะกับงานแบบไหนที่ช่วยควบคุมต้นทุนได้ดี?

แม้ Outsource จะสามารถใช้กับงานหลายประเภท แต่จะมีประโยชน์เป็นพิเศษกับงานที่มีความต้องการบุคลากรเปลี่ยนแปลงตาม Project

Project-Based Work

เหมาะกับ Project ที่มี Start และ End Date ชัดเจน เช่น การพัฒนาระบบใหม่หรือการปรับปรุง Software

งานที่ต้องการ Skill เฉพาะทาง

เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ Specialist แต่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้บุคลากรด้านนั้นตลอดเวลา

ช่วงที่ Workload เพิ่มขึ้น

หากทีมภายในมีงานเพิ่มขึ้นชั่วคราว Outsource สามารถช่วยเพิ่มกำลังคนโดยไม่ต้องขยายทีมประจำทันที

งานที่ต้องการเพิ่มทีมอย่างรวดเร็ว

เมื่อองค์กรต้องการเริ่ม Project ภายในเวลาจำกัด Outsource สามารถช่วยเพิ่มบุคลากรให้กับทีมได้โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการ Recruitment ตั้งแต่ต้นทั้งหมด

5 คำถามที่ควรถามก่อนใช้ Outsource เพื่อลดต้นทุน

ก่อนตัดสินใจใช้ Outsource ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจน

1. ต้องการบุคลากรนานแค่ไหน?
ถ้าเป็นความต้องการระยะสั้นหรือมีระยะเวลาชัดเจน Outsource อาจเหมาะสม

2. ต้องการกี่คน?
หากจำนวนบุคลากรเปลี่ยนแปลงตาม Project Outsource สามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น

3. ต้องการ Skill อะไร?
หากเป็น Skill เฉพาะทาง ควรพิจารณาว่าจำเป็นต้องสร้างทีมภายในหรือไม่

4. ต้นทุนทั้งหมดของการจ้างพนักงานประจำเท่าไร?
อย่าดูเฉพาะเงินเดือน ควรรวม Recruitment, Benefits, Training และต้นทุนแฝงอื่น ๆ

5. หาก Project จบแล้วจะทำอย่างไรกับบุคลากร?
คำถามนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้องค์กรมองเห็นความแตกต่างระหว่างการเพิ่ม Headcount กับการเพิ่มกำลังคนแบบยืดหยุ่น

Outsource ไม่ใช่แค่เรื่อง “ลดค่าใช้จ่าย”

แม้เรื่องต้นทุนจะเป็นข้อดีที่หลายองค์กรให้ความสนใจ แต่เป้าหมายของ Outsource ไม่ควรมีเพียงการลดค่าใช้จ่าย

สิ่งที่องค์กรควรมองควบคู่กันคือ ความคุ้มค่า

เพราะบุคลากรที่มี Skill ตรงกับงาน สามารถช่วยให้ Project เดินหน้าได้เร็วขึ้น ลดภาระทีมภายใน และลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนบุคลากร

ดังนั้น การประเมิน Outsource ที่ดีควรดูทั้ง Cost + Quality + Flexibility + Business Value

Outsource สามารถช่วยลดต้นทุนได้ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะองค์กรที่มีความต้องการบุคลากรตาม Project ต้องการ Skill เฉพาะทาง หรือมี Workload ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมองว่า Outsource คือวิธีที่ถูกกว่าการจ้างพนักงานประจำเสมอไป

การตัดสินใจที่เหมาะสมควรเปรียบเทียบ Total Cost ของทั้งสองรูปแบบ พร้อมพิจารณาคุณภาพของบุคลากร ความยืดหยุ่น ระยะเวลาการใช้งาน และเป้าหมายขององค์กรร่วมกัน

หากองค์กรต้องการสร้างทีม Core ในระยะยาว พนักงานประจำอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

แต่หากต้องการ เพิ่มกำลังคนตาม Project เข้าถึง Skill เฉพาะทาง และปรับขนาดทีมได้อย่างยืดหยุ่น Outsource ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่สำคัญกว่า “Outsource ถูกกว่าหรือไม่?” คือ

“Outsource ช่วยให้องค์กรใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้คุ้มค่ามากขึ้นหรือไม่?”

เพราะการบริหารต้นทุนที่ดี ไม่ใช่การเลือกสิ่งที่ราคาถูกที่สุด แต่คือการเลือกวิธีที่สร้างความคุ้มค่าให้กับธุรกิจมากที่สุด

Leave A Comment

All fields marked with an asterisk (*) are required